เทศน์เช้า วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๓
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะนะ ตั้งใจฟังธรรม ฟังธรรม ฟังธรรมเพื่อสัจธรรมไง
สัจธรรมความจริง ความจริงมันปรากฎอยู่แล้ว แต่พวกเราสติปัญญามันไม่เท่าทัน ถ้าไม่เท่าทัน ไม่เท่าทันกิเลสของตนนะ แล้วคนมันกิเลสหยาบ กิเลสหนา กิเลสบาง แล้วแต่คนไง ถ้ากิเลสมันหยาบนะมันก็คิดได้แต่คนพาล แต่กิเลสอย่างกลางๆ มันก็พอดี พอดี พอร้าย กิเลสคนที่ละเอียดหน่อยเขาก็ใคร่ครวญด้วยปัญญาของเขาได้ สิ่งที่ว่ากิเลส มันมองโดยกิเลส มองโดยทัศนคติ มองด้วยมุมมองของเราไง
นี่ไงโลกียะ โลกียะ โลกียะคือสิ่งที่เกิดจากหัวใจของเรา ความรู้สึกนึกคิดเกิดจากหัวใจของเรา ถ้าเกิดจากหัวใจของเรา หัวใจของคนที่มันสูงมันต่ำขนาดไหน มันไม่ได้สูงต่ำที่ลิฟท์หรอก มันไม่ได้สูงต่ำโดยมาตรวัด มันสูงต่ำด้วยคุณงามความดีไง มันสูงต่ำด้วยจริตนิสัย มันสูงต่ำด้วยการฝึกฝนอบรมมา
ถ้าฝึกฝนอบรมมา เห็นไหม ทุกคนปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ ปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ เสื้อผ้าของใช้ถ้ามันสะอาดนะเรารักษาไว้ดีงาม มันก็กลิ่นหอมน่าใช้ ถ้ามันสกปรกคนไม่ชอบ คนไม่ชอบของสกปรกนะ เวลาไปวัด เวลาขอผ้าห่ม ผ้าห่มใหม่ๆ ถ้าเสื่อผืนแรกเลย หมอนไม่ให้มีใครใช้เลย แต่นี่มันวัดกันที่สาธารณะใช่ไหม มันก็มีการใช้ซ้ำ การใช้ซ้ำ ถ้ามันถึงเวลาแล้วเราก็ทำความสะอาด เราก็ซักผึ่งแดด เราต้องการของสะอาด ของที่ดีงาม ของสกปรกเราไม่ต้องการ เราไม่ต้องการ
ขยะ ขยะเราเห็นว่าเป็นขยะ ขยะที่ทิ้งไป ทิ้งไป ขยะ เห็นไหม ขยะมันก็เป็นขยะที่ทุกคนทิ้งแล้วมันไม่มีคุณค่า แต่อาชีพคนที่เขาเก็บขยะ อาชีพโรงงานเผาขยะ โรงงานไฟฟ้าขยะ ขยะเป็นเศรษฐกิจนะ คนที่เป็นเศรษฐีค้าขยะเยอะแยะไปหมดเลย แต่ขยะที่มันไม่เป็นพิษ ไม่เป็นพิษมันก็ไม่ให้ผลกับใครใช่ไหม ดูสิเวลาท่อน้ำเสีย ท่อน้ำเสีย เวลามันเกิดแก๊สไข่เน่า มันทำคนตาย
หัวใจเราก็เหมือนกัน ความรู้สึกนึกคิดมันเป็นคุณงามความดีไหม มันเป็นที่กิเลสมันคิดไหม แล้วมันเป็นพิษเป็นภัยกับเราหรือเปล่า ถ้าหัวใจของเรา เราคิดไม่ทัน ไม่ทันความรู้สึกนึกคิดเราไง นี่ไงที่เราไปวัดไปวา ไปวัดไปวาเพื่อเหตุนี้ ไปทำบุญกุศล ทำบุญกุศล ผู้ที่เสียสละ ผู้ที่มีจิตใจมั่นคง มันมีขันติ ขันติธรรมคือความอดทนไง
ทางโลกเวลาโกรธนะ ก่อนจะพูดนะให้นับ ๑ ถึง ๑๐ ก่อนแล้วค่อยพูด ถ้าพูดแล้วมันมีปัญหาทันที ตั้งสติไว้ ตั้งสติไว้ การฝึกหัด
นี่ก็เหมือนกันเราไปวัดไปวา การเสียสละ การเสียสละ เราอย่าเห็นคุณค่าว่าของที่เราเสียสละไปเล็กน้อย มันอยู่ที่หัวใจไง เวลาเจตนาของคน เจตนาของคนไง ชิตังเม ชิตังเม เวลาเขาจะสละของเขาได้ เขาคิดแล้วคิดเล่า คิดแล้วคิดเล่าเพราะอะไร เพราะเขามีความจำเป็น เขามีผ้าผืนเดียว ออกจากบ้านไป ภรรยาผลัดกันใช้ ผลัดกันใช้ไง แล้วมันจะเสียสละ เสียสละไม่ได้ พอมันเสียสละได้ ชิตังเม คือชนะ ชนะอะไร ชนะความวิตกกังวลในใจของตนคือความตระหนี่ถี่เหนียว
นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เราเสียสละ เราฝึกหัด ฝึกหัด การฝึกหัดเราบริจาคได้ เราทำได้ เราทำของเราได้ จะเล็กจะน้อยไม่สำคัญ คนทุกข์คนเข็ญใจ ข้าวทัพพีเดียวนะ ทุคตะเข็ญใจเป็นคนจน เขาเป็นคนจน คนทุกข์คนยาก แต่เขาเคยตักบาตรพระสารีบุตรไว้ทัพพีหนึ่ง เขาเป็นคนทุกข์คนจน เขาอยากบวช ไปบวชที่ไหนพระไม่ให้บวช พระไม่ให้บวช เพราะเขาเป็นคนจน คนจนไง
แล้วเขาก็ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประชุมสงฆ์ ทุคตะเข็ญใจมีคุณกับใครบ้าง
พระสารีบุตรยกมือเลย “เคยมีบุญคุณกับข้าพเจ้าครับ”
“เขามีบุญคุณอะไรกับเธอ”
“เคยตักบาตร ตักข้าวสารให้ข้าพเจ้าหนึ่งทัพพีครับ”
“ถ้าอย่างนั้นเธอบวชซะ”
ให้เอาไปบวชเพราะอะไร เพราะคนที่มีจิตใจกตัญญูรู้คุณคน จิตใจที่มันเข้ากันได้ เวลามันบวชแล้ว หรือว่ามันอยู่ด้วยกันแล้ว มันพูดกันรู้เรื่องไง
คนที่จิตใจที่ขัดแย้ง จิตใจที่มีทิฏฐิมานะที่ไม่เท่ากัน มันไม่เสมอกันด้วยทิฏฐิไง ไม่เสมอกันด้วยความรู้สึกนึกคิดไง ถ้าไม่เสมอกัน อยู่ด้วยกันแล้ว เวลาพูดสิ่งใดมันมีความขัดความแย้งกันตลอดไป แต่ถ้ามีทิฏฐิเสมอกัน มีคุณงามความดีเหมือนกัน ไปอยู่ด้วยกัน เห็นไหม ให้พระสารีบุตรบวช พระสารีบุตรสอน สอนจนสิ้นถึงกิเลสไง
เราจะบอกว่าเราอย่าเห็นว่าค่ามันน้อย ข้าวทัพพีเดียวนะ มันมีคุณค่าสำหรับคนที่มีหัวใจ คนที่มีน้ำใจ ไม่ต้องไปว่าของเรามากของเราน้อย มันอยู่ที่ค่าหัวใจของเราไง ค่าหัวใจของเราที่เราอยากจะเสียสละของเราไง เราเสียสละแล้วมันก็ไปฝึกหัวใจเราสูงขึ้น สูงขึ้นไง คำว่า “สูงขึ้น สูงขึ้น” เราเสียสละได้ เราเสียสละได้ เราเสียสละทั้งสิ้นเลย แต่เวลาเราตกทุกข์ได้ยากไม่มีใครมองเราเลย ไม่มีใครมองเราเลย
กรรม กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน คนเรามีกรรมเก่า กรรมใหม่ไง ที่ว่าทุกคนบอก“ทำดี ทำดี ทำดีทั้งหมดเลย ทำดีไม่เห็นมันตอบสนองผมสักทีหนึ่ง”
กรรมนะ กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กันนะ เวลากรรมมันให้ผล เวลาคนเกิดมา รูปสมบัติ รูปสมบัติ สูง ดำ ต่ำ ขาวแตกต่างกันไป รูปสมบัติ รูปสมบัติ เวลาทรัพย์สมบัติ เห็นไหม ทรัพย์สมบัติจากภายใน นี่ก็เหมือนกัน เวลาสิ่งที่กรรมเก่า กรรมเก่า สิ่งที่เราทำมา ทำมา เราทำมาทั้งนั้น แล้วเวลาไปพูดว่าเป็นกรรม เป็นกรรม เป็นกรรมเพื่อจะกดขี่กันไง กรรมของใคร กรรมของคนคนนั้น แล้วเราไม่เคยทำกรรมดีมาเลยใช่ไหม ถ้าเราไม่เคยได้ทำกรรมดีมาบ้างเลย เราไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั่งกันอยู่นี่หรอก
ดูสัตว์สิ เวลาวัวควายเขาจะไปฆ่านะ สัตว์ที่มันมีวุฒิภาวะ เห็นไหม มันโดดลงจากรถเลย มันมีสัตว์นะบางทีจะฆ่า มันคุกเข่าขอชีวิตเลยนะ นี่ไงมันก็รู้ของมัน แต่สถานะมันเกิดเป็นสัตว์ คำว่า “เกิดเป็นสัตว์” เพราะอำนาจวาสนาของเขา เพราะเขาทำบุญกุศลของเขาถึงไม่ถึงได้เกิดเป็นมนุษย์สมบัติไง เขาถึงต้องไปเกิดเดรัจฉานไง การเกิดเดรัจฉานก็แล้วแต่เขาก็มีหัวใจของเขา นี่มันกรรมให้ผลอย่างนั้น
จะบอกว่า การเกิดเป็นมนุษย์มันจะมีคุณค่าตรงไหน จะมีคุณค่าตรงไหน ก็ดูสัตว์สิ ดูแมลงสิ ดูสิ่งมีชีวิตสิ มันเป็นไปทั้งสิ้น ฉะนั้นการเกิดเป็นมนุษย์มีค่าแล้ว มีค่าแล้ว พอมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหนนะ เราฝึกหัดของเรา มันจะมีผลอย่างเดียวเท่านั้นน่ะ
ความรู้สึกเป็นพิษ น้อยเนื้อต่ำใจ เวลาน้อยเนื้อต่ำใจ เรายืดอกเลย คนเหมือนกันเว้ย! แต่วาสนาเราเท่านี้ แต่เราก็ภูมิใจ ถ้าภูมิใจแล้วมันอยู่ได้ หนึ่ง เราไม่มีปมด้อยในใจเรานะ เราทำสิ่งใดเราก็ทำได้ แต่มันปมในใจ ปมในใจ ปมในใจใครไปเห็น ไอ้คนคิดมันเห็น ไอ้คนคิดมันรู้ คนอื่นยังไม่รู้เลย คนอื่นเขามอง อู๋ย! คนนี้มีความสุขมาก คนนี้มีคุณงามความดีมาก แต่คนที่มีปมมันก็คิดน้อยใจมันนะ ความน้อยใจ น้อยใจ นี่พูดถึงทานไง ที่ว่าเสียสละ เสียสละ มันจะไปลบล้างตรงนี้ไง ไอ้น้อยเนื้อต่ำใจ ไอ้ที่ไม่พอใจ ไอ้ที่ว่าเราต่ำต้อย ต่ำต้อยมาเกิดเป็นคนหรือ
เราเกิดเป็นคนนะ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา หลวงตาท่านพูด “คนไม่มีอำนาจวาสนาจะไม่มีโอกาสได้นับถือพระพุทธศาสนา” ดูสิในโลกนี้มีคนเท่าไหร่ แล้วคนนับถือพระพุทธศาสนาเท่าไหร่ แล้วคนที่นับถือพระพุทธศาสนาที่เป็นพุทธะ ที่เป็นสัจจะความจริงในหัวใจเท่าไหร่ มันเป็นที่ทะเบียนบ้านไง ทะเบียนบ้านเป็นทะเบียนบ้าน ชาวพุทธที่ทะเบียนบ้าน แล้วเพราะว่าจิตใจต่ำทรามไง
ในสังคมทุกสังคมมีคนดีและคนชั่ว ในสังคมของพระมันก็มีพระที่ทำผิดพลาด ทำตัวไม่ดี มี เราก็รู้ว่ามี ใครก็รู้ว่ามี ทุกคนก็เห็นข่าวทั้งสิ้น แล้วเวลาเห็นข่าวอย่างนั้นมันก็จะมาทอนกำลังใจของตน พระไม่ดี พระไม่ดี พระไม่ดี พระไม่ดี หลวงตามหาบัวท่านกู้ชาติ พระไม่ดี ชาติจะล่มจ่มท่านมากู้ให้อีกต่างหาก พระไม่ดี
พระดีก็มี แต่! แต่เราเลือกเอาสิ เราต้องคัดแยกเอา เพราะในสังคมทุกสังคมมีคนดีและคนชั่ว สิ่งที่คนชั่ว คนชั่ว คนชั่วก็บาปกรรมของเขา เขาก็สร้างเวรสร้างกรรมของเขา ไอ้ที่เขาทำๆ อยู่นี่เขาเอารัดเอาเปรียบของเขา ถึงเวลาแล้วกรรมให้สนอง กรรมตามทัน เรื่องมันก็เปิดเผยออกมา ถ้ากรรมตามไม่ทันมันก็กรรมของเขา ที่เขาต้องได้เสวยกรรมของเขาวาระใดวาระหนึ่งแน่นอน
แต่ของเราไง เราทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำดีแล้วได้ดี แต่เราคิดคาดหมายของเราไปไง ใช่! เวลาเรามีอุปสรรคขึ้นมาแล้ว เราทำบุญแล้วอยากให้อุปสรรคนั้นมันเบาบางลง ให้มันหมดไปจากอุปสรรคนั้น แต่กรรมเก่าล่ะ กรรมที่มันสร้างมา สร้างมาให้เกิดในสภาวะแบบนี้ นี่เกิดเป็นพ่อ เป็นแม่เป็นลูกกันมีกรรมทั้งนั้น คนรวยๆ อยากมีลูกมีได้น้อยๆ ไอ้คนจนๆ เหมือนกับแม่เป็ดเลย เรียงลำดับเลย เพราะเราสร้างกันมาได้น้อยไง ไอ้คนที่มีอำนาจวาสนานะ เรานั่งอยู่นี่ เขาอยากได้ของเขา แต่ไอ้คนที่มีบุญกุศลที่จะมาเกิดร่วมด้วย ร่วมด้วย เกิดร่วมด้วย นี่กรรมมันบาลานซ์กันไง นี่เป็นเวรเป็นกรรมไง
ฉะนั้นสิ่งที่ว่าเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูกกัน มันมีเวรมีกรรมมาต่อกันทั้งสิ้น ถ้าเป็นอภิชาติบุตร บุตรที่ดีกว่าพ่อกว่าแม่ อบรมสั่งสอน มันบอกนะ “พ่อ พ่ออย่ากินเหล้า พ่ออย่าเล่นการพนัน” มันสอนพ่อมันนะ อภิชาตบุตร บุตรที่ดีงามไง สิ่งนี้มันเกิดมา เกิดมาจากการกระทำจิตของเขาทั้งสิ้น สิ่งที่เขาสร้างเวรสร้างกรรม สร้างบุญกุศลของเขา ถ้าบุญกุศลของเขาเป็นอย่างนั้น เขาจะคิดอย่างนั้น เขาจะมีพื้นฐานเป็นอย่างนั้น
แต่ถ้าคนมีบาปมีกรรมมานะ เวลาคิด เห็นไหม สิ่งที่กระทบกระเทือนกัน ไอ้นั่นก็เป็นกรรมเก่า แต่มันมีกรรมร่วมกันมา เห็นไหม เราก็ต้องบริหารปัจจุบันนี้ให้มันราบรื่น เราอาศัยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเยียวยาหัวใจไง ธรรมโอสถไง เจ็บไข้ได้ป่วยไปหาโรงพยาบาล
เวลาหัวใจเรามันเกิดก๊าซพิษ มันกัดกร่อน หลวงตามหาบัวท่านพูดไง “จิตไม่เคยตาย จิตไม่เคยตาย” มันไม่ทำให้ตายหรอก มันทำให้ทุกข์ แล้วเดี๋ยวก็คลายขึ้นมา เดี๋ยวก็ทำอีก เดี๋ยวมันก็คลาย เดี๋ยวก็ทำอีก ทำอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วเราก็เจ็บช้ำน้ำใจอยู่อย่างนี้
แต่เราเกิดเป็นมนุษย์ไง เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แล้วก็ฝึกฝนไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสรู้ธรรมโดยชอบ มีวิมุตติสุข สุขในใจของท่านพ้นไปแล้ว
ไอ้ของเรา เห็นไหม ถือว่าเป็นชาวพุทธเป็นบริษัท ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบมรดกธรรมไว้เรื่องอริยสัจ เรื่องสัจจะ เรื่องความจริง เราก็ไม่เอา เราไปเอาของจอมปลอม เอาของสมมุติ เอาของชั่วคราว เอาลาภ เอาสักการะ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ โลกธรรม ๘ มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว แต่มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ แต่เพราะจิตดวงนั้น มนุษย์คนนั้นไปได้เสวยภพชาติอย่างนั้น แล้วเราก็ไปแบกรับแต่สิ่งที่เป็นโลกธรรม ๘ เราไม่ได้เอาความจริงไง
ความจริงคืออะไร จิตคือพุทธะ ความรู้สึกไง ทุกคนมีความรู้สึก ทุกคนมีพุทธะ แต่มองข้ามไปสู่ข้างนอก แต่ถ้าคนที่มีสติปัญญา หน้าที่การงานของเราก็ทำ คนมีอำนาจวาสนาขึ้นมามันก็ประสบความสำเร็จทางโลก แล้วเวลาจะจากกัน จะพลัดพรากจากกันไป เราก็ต้องพลัดพรากจากกันไปเป็นเรื่องธรรมดา แล้วพลัดพรากจากไปแล้ว แล้วสมบัติของเราล่ะ สมบัติที่ความเป็นจริงในใจของเราล่ะ เวลาทำบุญกุศล อุทิศส่วนกุศลให้กัน
แต่เวลาทำคุณงามความดีแล้ว เรายึดถือหลักของหลวงตาไง ตายแล้วไม่ให้ต้องมาสวดมนต์นะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ไม่ต้องมาบอก ทำจบแล้ว
แต่ของเราต้องบอก ของเรามันยึดติดไง เวลางานศพ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ก็บอกว่าทำความดีหรือทำความชั่วมา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อัพยากฤต ทำแล้วเป็นอย่างนั้น เทศน์อภิธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโปรดพระมารดาด้วยอภิธรรม ธรรมอันเข้มข้น เราก็ศึกษา ศึกษากันมานะ เราก็สวดกันมานะ สวดมาก็เป็นการบอก ไม่ได้ทำ แต่ตอนนี้จะทำ ถ้าใครมีสติปัญญาเราจะทำ เราจะทำคุณงามความดีของเรา
เลี้ยงลูกก็เป็นการให้ทาน เลี้ยงลูกก็เป็นคุณงามความดีนะ เราให้ทุกวัน ลูก ใช่ลูกเราก็ให้ นี่ก็คือการให้ทาน ในบ้านเรานะ เราให้ลูกให้หลานเราก็เป็นการให้ทาน สิ่งที่เป็นทานของเรา แล้วให้ด้วยความเต็มใจด้วย สิ่งที่เวลาลูกเติบโตขึ้นมามีกตัญญูกตเวที ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ให้พ่อแม่ได้อิ่มใจ ให้พ่อแม่ได้สุขใจ พ่อแม่สุขใจไม่ต้องการสิ่งใด ต้องการให้ลูกเราเป็นคนดี มีที่ยืนในสังคม แล้วถ้าลูกมีความสุขประสบความสำเร็จ ยิ่งมีความสุขใหญ่เลย แล้วถ้าวันไหนลูกกลับมานะ ในมือถือสิ่งใดฝากแม่หน่อยนะ อู้ฮูย! ยิ่งสุขใหญ่เลย
นี่ไงนี่ก็ทาน เราฝึกเราฝนของเรา เราทำของเราขึ้นมา เพื่อประโยชน์กับเราไง สิ่งนี้เราปรารถนาความดี เราเกลียดความชั่ว เราปรารถนาความสะอาด เกลียดความสกปรก แล้วถ้ามันเป็นความสกปรกมันให้ผล แม้แต่ขยะ ขยะที่เป็นพิษ เป็นพิษไง แล้วความคิด ความคิด ความคิดล่ะ แล้วกิเลสของเราล่ะ แล้วความรู้สึกของเราล่ะ เราคัดเลือกคัดแยก คัดแยกให้เราคิดดี ทำคุณงามความดีประโยชน์กับความดีของเรา เราทำความดีเราเชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ทำความดี ความดี ความดี ใครจะติ ใครจะเตียน ใครจะว่า เรื่องของเขา เรื่องของเขา มันไปบาดตากิเลสไง กิเลสมันบาดตานะ ไอ้คนนี้คนทำดีมันน้อยเนื้อต่ำใจของมัน เรื่องของเขา เราเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา เราเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สัจธรรม สัจธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ สัจธรรมให้ข้อเท็จจริงตามความเป็นธรรมอยู่แล้ว
แต่เราทำเรื่องหยาบๆ ไง อย่างที่ว่าทำแต่เรื่องโลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศไง แต่เราไม่สามารถทำความสงบของใจไปถึงพุทธะของเราไง ถ้าถึงพุทธะของเรา เห็นไหม เราจะแก้ไข เครื่องยนต์เวลาเขาเปลี่ยน เขาเปลี่ยนอะไหล่ เขาต้องเปิดเครื่องยนต์ออกมานะ
นี่ก็เหมือนกัน มรรค ๘ ที่เวลามันจะไปแก้กิเลส มันจะไปชำระกิเลส มันต้องไปแก้ที่ในหัวใจนั้นนะ มันจะเปิดฝาใจเลย เปิดใจ ใจที่คว่ำอยู่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการอย่างไร ภาชนะที่คว่ำอยู่นะ มันเข้าสู่ภาชนะไม่ได้ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม แสดงธรรม ถ้าผู้มีความรู้สึกนึกคิดที่มันกระเทือนหัวใจนะ โอ้ว! องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหงายของที่คว่ำอยู่ หัวใจที่มันปิดกั้นมันคว่ำอยู่มันไม่รับรู้สิ่งใดเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หงายภาชนะนี้ขึ้นมา พอหงายภาชนะขึ้นมา ฝนตก แดดออกมันก็เข้าสู่ภาชนะนั้น
นี่ไงสัจธรรม สัจธรรมมันทิ่มแทงหัวใจเราไง ทิ่มแทงอวิชชาไง หลวงตาท่านสอน แสดงธรรม แสดงธรรมนั่นน่ะ ขณะแสดงธรรม ธรรมมันจะเข้าสู่หัวใจของมัน ใจดำ จิตใต้สำนึก ไอ้ที่มันเก็บไว้ มันซ่อนไว้นั่นน่ะ ทิ่มเข้าไปตรงนั้น ทิ่มเข้าไปที่กิเลสไง นี่ให้ยา ให้ยา เวลาให้ยามันจะแก้ไข ไอ้นี่เรายังไม่ปฏิบัตินะ เวลาเราปฏิบัติขึ้นมา เรารู้เราเห็นสิ่งใดขึ้นมา คนนู้นไม่รู้ คนนี้ไม่รู้ เขารู้ ถ้าหัวใจมันหงายนะ ถ้ามันคว่ำอยู่ เออ! มันมีที่ลับที่แจ้ง เราคว่ำของเราอยู่ ไม่มีใครรู้ เรารู้คนเดียว ลองมันหงายขึ้นมาสิ
แล้วครูบาอาจารย์ท่านหงายหัวใจของท่าน ท่านทำหัวใจของท่านจนสิ้นแล้วไง ถ้าหัวใจสิ้นแล้ว นี่ขยะพิษ ก๊าซพิษที่มันอยู่ในหัวใจ แล้วมันก็อยู่ในหัวใจเรา มันก็เผาลนเรา เผาลนเรานะ กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันเผาหัวใจ มันทำลายหัวใจนะ เวลาเราชำระล้าง เห็นไหม ตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่หลานมัน ลูกมัน พ่อมัน แม่มัน ปู่มัน ปู่มันคืออวิชชา แล้วมันมีครอบครัวของมัน มีนางตัณหา นางอรดี ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง มันมีอุปาทานความยึดมั่นของมันไง มันเห็นผิดในร่างกาย เห็นผิดในชีวิตไง
แต่ถ้าความจริงขึ้นมามันจะถูก ถูก ถูก แล้วถูกขึ้นไปแล้ว ถูกจนกำลังของมรรคมันมีแรงของมันนะ เวลาสมุจเฉทปหานขาด ขาด ขาด ขาดเข้าไปสู่ภวาสวะ เข้าไปสู่จิต กิริยาของใจถอยเข้ามา ถอยเข้ามาจนถึงตัวมันเอง แล้วทำลายที่ตัวมันเองด้วย ทำลายที่ภพชาติ ภาชนะถ้ายังมีอยู่ คว่ำอยู่มันไม่อยู่ หงายอยู่มันก็รับสิ่งที่เป็นธรรม เป็นธรรม แล้วภาชนะมันก็เป็นภาชนะอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วเวลาทำลายภาชนะ ทำลายภพ ทำลายชาติ ทำลายจนไม่มีสิ่งใดจะตกค้างอยู่ในโลกนี้เลยในวัฏฏะ พ้นจากวัฏฏะไปด้วยความเพียรชอบ ด้วยมรรค ด้วยผล มรรค ผลอยู่ที่หัวใจนะ
อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด เวลาสงบแล้วเป็นสัมมาสมาธิ เวลาความคิดที่เกิดสมาธิเป็นปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา เวลาทำลายกันก็ทำลายภวาสวะ ทำลายภพ เพราะภพชาติมันเป็นนามธรรม สิ่งที่ไปทำลายมัน มันก็เป็นนามธรรมที่เราสะสม เราพยายามแสวงหาขึ้นมาเป็นของเรา แล้วทำลายนามธรรมที่มันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะจนมันจบสิ้นเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปไง
นี่ไงชอบความสะอาดไง ถ้ามันชอบความสกปรกมันก็ไปโลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มียศถาบรรดาศักดิ์ มีการคลุกคลี มีการเจริญงอกงามในเรื่องโลก แล้วเหนื่อยมากมันต้องบริหาร
ธรรมไม่ต้องบริหาร มันสิ้นกระบวนการของมันแล้ว ไม่มีการไปและไม่มีการมา นี้คือสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของชาวพุทธที่มีอำนาจวาสนา ถึงได้นับถือ ถึงได้ประพฤติปฏิบัติ ถึงมีการกระทำ แล้วจะเป็นสมบัติ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกกับใจดวงนั้น เอวัง